IP Address คือหมายเลขประจำเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งประกอบด้วยตัวเลข 4 ชุด มีเครื่องหมายจุดขั้นระหว่างชุด
IP Addressที่ใช้กันอยู่นี้เป็น ตัวเลขไบนารีขนาด 32 บิตหรือ 4 ไบต์
11101001/ 11000110/ 00000010/ 01110100
แต่เมื่อต้องการเรียกIP Address จะเรียกแบบไบนารีคงไม่สะดวก จึงแปลงเลขBinary หรือเลขฐานสองแต่ละไบต์ ( 8 บิต ) ให้เป็นตัวเลขฐานสิบโดยมีจุดคั่น
11101001 11000110 00000010 01110100
158 . 108 . 2 . 71
เมื่อตัวเลขIP Addressจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับกำหนดให้กับเครื่อง และอินเทอร์เน็ตเติบโตรวดเร็วมาก เป็นผลทำให้IP Addressเริ่มหายากขึ้น
การสื่อสารและรับส่งข้อมูลในระบบ Internet สิ่งสำคัญคือที่อยู่ของคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง ดังนั้นเพื่อให้เกิดความถูกต้องแม่นยำ จึ่ง ได้มีการกำหนดหมายเลขประจำเครื่องที่เราเรียกว่า IP Address และเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนและซ้ำกัน จึงได้มีการก่อตั้งองค์กรเพื่อ แจกจ่าย IP Address โดยเฉพาะ ชื่อองค์กรว่า InterNIC (International Network Information Center) อยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา การแจกจ่ายนั้นทาง InterNIC จะแจกจ่ายเฉพาะ Network Address ให้แต่ละเครือข่าย ส่วนลูกข่ายของเครือง ทางเครือข่ายนั้นก็จะเป็น ผู้แจกจ่ายอีกทอดหนึ่ง ดังนั้นพอสรุปได้ว่า IP Address จะประกอบด้วยตัวเลข 2 ส่วน คือ
1. Network Address
2. Computer Address
การแบ่งขนาดของเครือข่าย
เราสามารถแบ่งขนาดของการแจกจ่าย Network Address ได้ 3 ขนาดคือ
Class A nnn.ccc.ccc.ccc (nnn ชุดแรก ตัวเลขอยู่ระหว่าง 1-126)
เครือข่าย Class A สามารถแจกจ่าย IP Address ได้มากที่สุดถึง 16 ล้านหมายเลข
Class B nnn.nnn.ccc.ccc (nnn ชุดแรก ตัวเลขอยู่ระหว่าง 128-191)
เครือข่าย Class A สามารถแจกจ่าย IP Address ได้มากเป็นอันดับสอง คือ 65,000 หมายเลข
Class c nnn.nnn.nnn.ccc (nnn ชุดแรก ตัวเลขอยู่ระหว่าง 192-233)
เครือข่าย Class A สามารถแจกจ่าย IP Address ได้น้อยที่สุด คือ 256 หมายเลข
nnn หมายถึง Network Address ccc หมายถึง Computer Address
IP Addressแต่ละกลุ่มที่ได้รับการจัดสรร จะได้รับการควบคุมการกำหนดเส้นทางโดยอุปกรณ์จำพวก เราเตอร์ และสวิตชิ่ง
ทำนองเดียวกัน หน่วยงานย่อยรับIP Addressไปเป็นกลุ่มก็สามารถนำIP Address ที่ได้รับไปจัดสรรแบ่งกลุ่มด้วยอุปกรณ์เราเตอร์หรือ สวิตชิ่งได้ การกำหนดIP Addressจะต้องอยู่ภายในกลุ่มของตนเท่านั้น มิฉะนั้น
อุปกรณ์เราเตอร์จะไม่ สามารถทำงานรับส่งข้อมูลได้
วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
อินเทอร์เน็ตคืออะไร

อินเทอร์เน็ตคือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันเป็นจำนวนมากครอบคลุมไปทั่วโลกโดยอาศัยโครงสร้างระบบสื่อสารโทรคมนาคมเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูล มีการประยุกต์ใช้งานหลากหลายรูปแบบ อินเทอร์เน็ตเป็นทั้งเครือข่ายของคอมพิวเตอร์ และเครือข่ายของเครือข่าย เพราะอินเทอร์เน็ตประกอบด้วยเครือข่ายย่อยเป็นจำนวนมากต่อเชื่อมเข้าด้วยกันภายใต้มาตรฐานเดียวกันจนเป็นสังคมเครือข่ายขนาดใหญ่ อินเทอร์เน็ตเป็นเครือข่ายสาธารณะที่ไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของ ทำให้การเข้าสู่เครือข่ายเป็นไปได้อย่างเสรีภายใต้กฎเกณฑ์บางประการที่กำหนดขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนและวุ่นวายจากการเชื่อมต่อจากเครือข่ายทั่วโลก
http://school.obec.go.th/mrPaisan/e-learning/information/content/internet1.htm
Blogger คืออะไร?

Blogger เป็นอีกหนึ่งบริการของ Google ที่จะช่วยให้คุณมีพื้นที่สำหรับเขียนเรื่องราวต่าง ๆ ที่คุณต้องการในลักษณะของ Webblog บริการเหล่านี้คุณสามารถใช้งานได้ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สำหรับคนที่อยากมีเว็บไซต์ส่วนตัว แต่ไม่อยากมีค่าใช้จ่าย blogger สามารถช่วยคุณได้
Webblog กับ Website ต่างกันอย่างไร
1. Website ต้องมี Domain Name และ Hosting เป็นของตนเอง และเสียค่าใช้จ่าย ส่วน Webblog นั้นเราสามารถสมัครใช้บริการได้ฟรี แต่เราต้องใช้ Domain ของผู้ให้บริการ Webblog นั้น ๆ อยู่ในชื่อ domain ของเราด้วย เช่น http://ninetechno.blogspot.com เป็นต้น
2. Website คุณสามารถสร้างรูปแบบของเว็บไซต์ได้เองมีความยืดหยุ่น ส่วน Webblog นั้นมี template ให้เลือก โดยการเขียน blog ก็จะมีโครงสร้างที่ตายตัวไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้มากนัก
3. Website หากคุณต้องการเขียนเองต้องเรียนรู้ภาษาคอมพิวเตอร์หลายภาษาอยู่พอสมควร แต่ Webblog คุณเพียงแค่เรียนรู้การใช้งานเล็กน้อยคุณก็สามารถใช้งานได้
Webblog ทำอะไรได้บ้าง
- ทำเป็นเว็บไซต์ส่วนตัว
- เขียนเรื่องราวต่าง ๆ และแบ่งปันให้กับผู้อื่น
- หารายได้กับ google เช่น การเขียนบทความ และนำโฆษณาของ google มาติดลง webblog ของตนเอง
- ทำธุรกิจที่เรียกว่า E-commerce ก็พอจะใช้ได้อยู่บ้างครับ
Search Engine คืออะไร
เสิร์ชเอนจิน (search engine) คือ โปรแกรมที่ช่วยในการสืบค้นหาข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต โดยครอบคลุมทั้งข้อความ รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว เพลง ซอฟต์แวร์ แผนที่ ข้อมูลบุคคล กลุ่มข่าว และอื่น ๆ ซึ่งแตกต่างกันไปแล้วแต่โปรแกรมหรือผู้ให้บริการแต่ละราย. เสิร์ชเอนจินส่วนใหญ่จะค้นหาข้อมูลจากคำสำคัญ (คีย์เวิร์ด) ที่ผู้ใช้ป้อนเข้าไป จากนั้นก็จะแสดงรายการผลลัพธ์ที่มันคิดว่าผู้ใช้น่าจะต้องการขึ้นมา ในปัจจุบัน เสิร์ชเอนจินบางตัว เช่น กูเกิล จะบันทึกประวัติการค้นหาและการเลือกผลลัพธ์ของผู้ใช้ไว้ด้วย และจะนำประวัติที่บันทึกไว้นั้น มาช่วยกรองผลลัพธ์ในการค้นหาครั้งต่อ ๆ ไป
สัดส่วนของผู้ใช้ในสหรัฐอเมริกา (ข้อมูลจาก นิตยสารฟอรบส์ ฉบับวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2548)
1. กูเกิล (Google) 36.9%
2. ยาฮูเสิร์ช (Yahoo! Search) 30.4%
3. เอ็มเอสเอ็นเสิร์ช (MSN Search) 15.7%
นอกจากด้านบน เว็บอื่น ๆ ที่เป็นที่นิยมได้แก่
- เอโอแอล (AOL Search)
- อาส์ก (Ask)
- เอ 9 (A9)
- ไป่ตู้ (Baidu, 百度) เสิร์ชเอนจิน อันดับ 1 ของประเทศจีน
ที่มา :http://th.wikipedia.org
สัดส่วนของผู้ใช้ในสหรัฐอเมริกา (ข้อมูลจาก นิตยสารฟอรบส์ ฉบับวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2548)
1. กูเกิล (Google) 36.9%
2. ยาฮูเสิร์ช (Yahoo! Search) 30.4%
3. เอ็มเอสเอ็นเสิร์ช (MSN Search) 15.7%
นอกจากด้านบน เว็บอื่น ๆ ที่เป็นที่นิยมได้แก่
- เอโอแอล (AOL Search)
- อาส์ก (Ask)
- เอ 9 (A9)
- ไป่ตู้ (Baidu, 百度) เสิร์ชเอนจิน อันดับ 1 ของประเทศจีน
ที่มา :http://th.wikipedia.org
WEB OPAC
WEB OPAC คือ ฐานข้อมูลทรัพยากรสารสนเทศ (Online Public Access Catalog - OPAC) เป็นฐานข้อมูลรายการบรรณานุกรมที่หน่วยงาน สถาบันหรือแหล่งบริการสารสนเทศนั้นๆ จัดทำขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยค้นหาและชี้แหล่งทรัพยากรให้กับผู้ใช้ในการค้นหาหนังสือ บทความวารสาร โสตทัศนวัสดุ รายงานการวิจัย วิทยานิพนธ์ ฯลฯ ซึ่งมีความสะดวก รวดเร็วและค้นหาได้ตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากแหล่งบริการสารสนเทศส่วนใหญ่ใช้ระบบออนไลน์บนอินเตอร์เน็ต การสืบค้นสามารถทำได้ง่าย เช่น การค้นด้วยชื่อผู้แต่ง ชื่อเรื่อง หัวเรื่อง คำสำคัญ เลขเรียกหนังสือ ซึ่งใช้หลักการสืบค้นเช่นเดียวกับการ สืบค้นด้วยบัตรรายการ
ที่มา : http://lib20.kku.ac.th/infoliteracy/opac_main1.html
ที่มา : http://lib20.kku.ac.th/infoliteracy/opac_main1.html
ลาก่อน ปุ่ม Start บน Windows
หลังจากใส่ปุ่ม Start ไว้บนคอมพิวเตอร์ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ (Windows) มานานถึง 17 ปี ล่าสุดข่าวรั่วบนอินเทอร์เน็ตแสดงว่าไมโครซอฟท์ (Microsoft) ตัดสินใจยกเลิกปุ่ม Start บนวินโดวส์รุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Windows 8 แล้ว อย่างน้อยก็ในเวอร์ชันทดลอง Windows 8 Consumer Preview ซึ่งกำลังจะเปิดให้ชาวออนไลน์ทั่วโลกทดสอบช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้
สำนักข่าว The Verge เป็นสื่อแรกที่รายงานการปลดเกษียณของปุ่ม Start ก่อนที่บรรดาเว็บไซต์อื่นๆจะเริ่มรายงานตามมา โดยในรูปที่สื่อออนไลน์นำมาเผยแพร่นั้นพบว่าแทนที่จะเป็นปุ่ม Start ที่มุมซ้ายล่างของหน้าจอ แต่ Windows 8 กลับมาพร้อมมุม "hotspot" ที่จะปรากฏเมื่อมีการชี้เมาส์ไปที่มุมล่างซ้ายเท่านั้น
ไมโครซอฟท์ยังคงไม่แสดงความเห็นใดๆต่อรายงานที่เกิดขึ้น โดยระบุว่ายังไม่มีข้อมูลที่สามารถเปิดเผยได้ในขณะนี้
ก่อนหน้านี้ Windows 8 Developer Preview เวอร์ชันทดลองของระบบปฏิบัติการล่าสุดที่ไมโครซอฟท์เปิดให้นักพัฒนาทดสอบ บริการตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา นั้นยังมีปุ่ม Start เพื่อใช้สลับการทำงานระหว่างหน้าจอแบบ Metro Start และแบบเดสก์ท็อปดั้งเดิม การไร้เงาปุ่ม Start บน Windows 8 Consumer Preview ซึ่งมีแนวโน้มว่าไมโครซอฟท์จะเปิดให้ดาวน์โหลดช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ จึงกลายเป็นจุดสนใจที่ถูกกล่าวถึงอย่างมากในขณะนี้
ไมโครซอฟท์นั้นริเริ่มนำปุ่ม Windows Start มาใช้ครั้งแรกในโปรแกรม Windows 95 ซึ่งเริ่มวางจำหน่ายในเดือนสิงหาคมปี 1995 ครั้งนั้นมีรายงานว่าไมโครซอฟท์ต้องจ่ายเงินหลายล้านเหรียญสหรัฐให้กับวงดนตรี Rolling Stones ที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เพลง Start Me Up เพื่อให้ได้สิทธิใช้ชื่อปุ่มว่า Start ร้อนถึงไมโครซอฟท์ต้องออกมาแก้ข่าวว่าไม่เป็นความจริง โดยบอกว่าบริษัทยอมเสียเงินให้ Rolling Stones ด้วยเงินไม่ถึงหลักล้าน ทั้งที่มีข่าวลือหนาหูว่าเงินที่ไมโครซอฟท์จ่ายไปมีมูลค่าถึง 8-14 ล้านเหรียญ
ตั้งแต่นั้น ปุ่ม Start ก็อยู่คู่ชาววินโดวส์มานานกว่า 16 ปีแม้กระทั่งใน Window 7 วินโดวส์เวอร์ชันปัจจุบัน
สำหรับชื่อ Windows 8 Consumer Preview นั้น ไมโครซอฟท์เคยเปิดเผยรายละเอียดการทดสอบในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยยอมรับว่าไมโครซอฟท์จะใช้คำว่า Consumer Preview แทนคำว่า Beta ซึ่งมักใช้กับบริการที่ยังอยู่ระหว่างการทดสอบ แต่ยังไม่มีการกำหนดวันเปิดให้ทดสอบที่แน่นอนในขณะนี้
เบื้องต้น เชื่อว่า Windows 8 Developer Preview จะเปิดให้ดาวน์โหลดไปทดสอบบนเว็บไซต์ของไมโครซอฟท์เช่นเดิม ซึ่งเมื่อนั้น ชาววินโดวส์ทั่วโลกจึงจะได้รู้ว่าต้องบอกลาปุ่ม Start จริงๆหรือมั่วนิ่ม?

ปุ่ม Start เมื่อตอนไมโครซอฟท์ออก Windows 8 Preview
แหล่งที่มา http://www.manager.co.th/CBiZReview/ViewNews.aspx?NewsID=9550000017281
สำนักข่าว The Verge เป็นสื่อแรกที่รายงานการปลดเกษียณของปุ่ม Start ก่อนที่บรรดาเว็บไซต์อื่นๆจะเริ่มรายงานตามมา โดยในรูปที่สื่อออนไลน์นำมาเผยแพร่นั้นพบว่าแทนที่จะเป็นปุ่ม Start ที่มุมซ้ายล่างของหน้าจอ แต่ Windows 8 กลับมาพร้อมมุม "hotspot" ที่จะปรากฏเมื่อมีการชี้เมาส์ไปที่มุมล่างซ้ายเท่านั้น
ไมโครซอฟท์ยังคงไม่แสดงความเห็นใดๆต่อรายงานที่เกิดขึ้น โดยระบุว่ายังไม่มีข้อมูลที่สามารถเปิดเผยได้ในขณะนี้
ก่อนหน้านี้ Windows 8 Developer Preview เวอร์ชันทดลองของระบบปฏิบัติการล่าสุดที่ไมโครซอฟท์เปิดให้นักพัฒนาทดสอบ บริการตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา นั้นยังมีปุ่ม Start เพื่อใช้สลับการทำงานระหว่างหน้าจอแบบ Metro Start และแบบเดสก์ท็อปดั้งเดิม การไร้เงาปุ่ม Start บน Windows 8 Consumer Preview ซึ่งมีแนวโน้มว่าไมโครซอฟท์จะเปิดให้ดาวน์โหลดช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ จึงกลายเป็นจุดสนใจที่ถูกกล่าวถึงอย่างมากในขณะนี้
ไมโครซอฟท์นั้นริเริ่มนำปุ่ม Windows Start มาใช้ครั้งแรกในโปรแกรม Windows 95 ซึ่งเริ่มวางจำหน่ายในเดือนสิงหาคมปี 1995 ครั้งนั้นมีรายงานว่าไมโครซอฟท์ต้องจ่ายเงินหลายล้านเหรียญสหรัฐให้กับวงดนตรี Rolling Stones ที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เพลง Start Me Up เพื่อให้ได้สิทธิใช้ชื่อปุ่มว่า Start ร้อนถึงไมโครซอฟท์ต้องออกมาแก้ข่าวว่าไม่เป็นความจริง โดยบอกว่าบริษัทยอมเสียเงินให้ Rolling Stones ด้วยเงินไม่ถึงหลักล้าน ทั้งที่มีข่าวลือหนาหูว่าเงินที่ไมโครซอฟท์จ่ายไปมีมูลค่าถึง 8-14 ล้านเหรียญ
ตั้งแต่นั้น ปุ่ม Start ก็อยู่คู่ชาววินโดวส์มานานกว่า 16 ปีแม้กระทั่งใน Window 7 วินโดวส์เวอร์ชันปัจจุบัน
สำหรับชื่อ Windows 8 Consumer Preview นั้น ไมโครซอฟท์เคยเปิดเผยรายละเอียดการทดสอบในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยยอมรับว่าไมโครซอฟท์จะใช้คำว่า Consumer Preview แทนคำว่า Beta ซึ่งมักใช้กับบริการที่ยังอยู่ระหว่างการทดสอบ แต่ยังไม่มีการกำหนดวันเปิดให้ทดสอบที่แน่นอนในขณะนี้
เบื้องต้น เชื่อว่า Windows 8 Developer Preview จะเปิดให้ดาวน์โหลดไปทดสอบบนเว็บไซต์ของไมโครซอฟท์เช่นเดิม ซึ่งเมื่อนั้น ชาววินโดวส์ทั่วโลกจึงจะได้รู้ว่าต้องบอกลาปุ่ม Start จริงๆหรือมั่วนิ่ม?

ปุ่ม Start เมื่อตอนไมโครซอฟท์ออก Windows 8 Preview
แหล่งที่มา http://www.manager.co.th/CBiZReview/ViewNews.aspx?NewsID=9550000017281
สื่ออินเตอร์เน็ต ในชีวิตประจำวัน
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทุกคนคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า สื่ออินเตอร์เน็ตได้มีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นสิ่งสำคัญส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนทั่วไป (คิดเป็น 10% ของกลุ่มคนอายุ 12 ปีขึ้นไปจากทั่วประเทศ ที่ใช้อินเตอร์เน็ตทุกวัน) และโดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ (คิดเป็น 25% กลุ่มคนอายุ 12 ปีขึ้นไปในกรุงเทพฯ และ 20% ของคนต่างจังหวัดที่ใช้อินเตอร์เน็ตทุกวัน) ทั้งนี้อาจเป็นเพราะความหลากหลายในการใช้งานที่ทุกคนสามารถเลือกที่จะใช้ได้ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องงาน เรื่องเรียน เพื่อการบันเทิง หรือแม้แต่จะใช้ในการจับจ่ายซื้อของต่างๆ
ดังนั้นถ้าเราเจาะดูในกลุ่มของผู้บริโภคในกรุงเทพฯแล้วจึงไม่น่าแปลกใจเมื่อพบว่า เทรนด์การบริโภคสื่ออินเตอร์เน็ตเมื่อเทียบกับสื่ออื่นๆแล้วนั้น สื่ออินเตอร์เน็ตมีการเติบโตในอัตราสูงที่สุด โดยเมื่อเทียบปี 2549 กับ ปี 2552 พบว่าอัตราเติบโตเพิ่มมากขึ้นถึง 15% ในขณะที่สื่อหลักอื่นๆส่วนใหญ่ต่างก็มีอัตราการเติบโตที่ลดลง และ บางรายถึงกับติดลบก็มี
เมื่อแบ่งแยกดูคนกรุงเทพฯที่มีการบริโภคสื่ออินเตอร์เน็ตในช่วงอายุต่างๆ พบว่ามีการบริโภคเพิ่มขึ้นในแทบทุกกลุ่มช่วงอายุ หากแต่ว่ามีการเติบโตมากอย่างเห็นได้ชัดที่สุดในกลุ่มวัยรุ่น โดยเพิ่มขึ้นมาถึง 31% ซึ่งเหตุผลก็น่าจะมาจากหลายๆปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นขอบเขตการให้บริการที่ครอบคลุมมากขึ้นทั้งอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงหรืออินเตอร์เน็ตไร้สายในจุดบริการต่างๆ, การเพิ่มจำนวนของผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต รวมถึงเทรนด์ความนิยมของโทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่สามารถเล่นอินเตอร์เน็ตได้ หรือแม้กระทั่งโปรโมชันและแพ็กเกจอินเตอร์เน็ตที่ราคาถูกและดึงดูดใจผู้ใช้
เมื่อเราดูในรายละเอียดของกิจกรรมในการใช้สื่ออินเตอร์เน็ตนั้น ก็พบว่าในสิ่งที่กลุ่มวัยรุ่นนิยมทำทางสื่ออินเตอร์เน็ตมากที่สุด 10 อันดับนั้น 3 อันดับแรกยังคงเป็น การรับส่งอี-เมล์, การติดต่อสื่อสารอื่นๆ เช่น การแชท การส่งเอสเอ็มเอสผ่านทางอินเตอร์เน็ต และการใช้โทรศัพท์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต และการเล่นเกมออนไลน์ ส่วนอีกเทรนด์ที่ค่อนข้างมาแรง คือ การหาข้อมูล รีวิว ของสินค้าและบริษัท ที่มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นมากที่สุด (+186%)
ในขณะที่กลุ่มวัยทำงานตอนต้นนั้นมีการใช้งานอี-เมล์มากที่สุดเช่นกัน รองลงมาคือการอ่านข่าวสารและอัพเดตเรื่องราวต่างๆ (เช่น อัพเดตข่าวในและต่างประเทศ หรือการอ่านหนังสือพิมพ์และนิตยสารออนไลน์) และการพูดคุยติดต่อสื่อสารผ่านทางอินเตอร์เน็ตเป็นอันดับที่ 3 ซึ่งการพูดคุยติดต่อสื่อสารนั้นเป็นสิ่งที่คนในกลุ่มนี้เริ่มมีพฤติกรรมในการทำเพิ่มขึ้นมากที่สุด (+176%) รองลงมาคือการหาข้อมูลของสินค้าและบริษัท (+56%)
ในขณะที่กลุ่มผู้ใหญ่ที่อายุ 40 ปีขึ้นไปนั้นมีการใช้งานอี-เมล์มากที่สุด ตามมาด้วยการอ่านข่าวสารอัพเดตเรื่องราวต่างๆ และการดาวน์โหลดโปรแกรมหรือไฟล์ต่างๆเป็นอันดับที่ 3 ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจคือ การเพิ่มขึ้นของการพูดคุยติดต่อสื่อสารผ่านทางอินเตอร์เน็ต (+160%) ตามมาด้วยความนิยมในการดาวน์โหลดสิ่งต่างๆ (+55%)
จะสังเกตได้ว่า ในทั้ง 3 กลุ่มช่วงอายุนั้นมีการใช้งานอินเตอร์เน็ตในบางด้านที่มากเหมือนๆกัน เช่น การรับส่งอี-เมล์ ในขณะที่การอ่านข่าวสารและอัพเดตเรื่องราวต่างๆนั้นกลับเป็นที่นิยมเฉพาะในกลุ่มผู้ใหญ่และคนทำงาน โดยมี 2 พฤติกรรมที่น่าสนใจคือ การพูดคุยติดต่อสื่อสารผ่านทางอินเตอร์เน็ต และ ที่มาแรงก็คือ การหาข้อมูลรีวิว ของสินค้าและบริษัท ซึ่งนี่จึงอาจเป็นอีกช่องทางที่นักการตลาดสามารถเข้าไปเป็นพันธมิตรกับกลุ่มรีวิวบล็อกเกอร์ หรือคนที่ชอบเข้าไปเขียนรีวิวเพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าหรือบริการ หรือเราอาจปรับรูปแบบการให้ข้อมูลสินค้าให้มาเป็นในรูปแบบของรีวิว ก็น่าจะดึงดูดใจผู้อ่านได้มากกว่าวิธีเดิมๆ
ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ
ดังนั้นถ้าเราเจาะดูในกลุ่มของผู้บริโภคในกรุงเทพฯแล้วจึงไม่น่าแปลกใจเมื่อพบว่า เทรนด์การบริโภคสื่ออินเตอร์เน็ตเมื่อเทียบกับสื่ออื่นๆแล้วนั้น สื่ออินเตอร์เน็ตมีการเติบโตในอัตราสูงที่สุด โดยเมื่อเทียบปี 2549 กับ ปี 2552 พบว่าอัตราเติบโตเพิ่มมากขึ้นถึง 15% ในขณะที่สื่อหลักอื่นๆส่วนใหญ่ต่างก็มีอัตราการเติบโตที่ลดลง และ บางรายถึงกับติดลบก็มี
เมื่อแบ่งแยกดูคนกรุงเทพฯที่มีการบริโภคสื่ออินเตอร์เน็ตในช่วงอายุต่างๆ พบว่ามีการบริโภคเพิ่มขึ้นในแทบทุกกลุ่มช่วงอายุ หากแต่ว่ามีการเติบโตมากอย่างเห็นได้ชัดที่สุดในกลุ่มวัยรุ่น โดยเพิ่มขึ้นมาถึง 31% ซึ่งเหตุผลก็น่าจะมาจากหลายๆปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นขอบเขตการให้บริการที่ครอบคลุมมากขึ้นทั้งอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงหรืออินเตอร์เน็ตไร้สายในจุดบริการต่างๆ, การเพิ่มจำนวนของผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต รวมถึงเทรนด์ความนิยมของโทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่สามารถเล่นอินเตอร์เน็ตได้ หรือแม้กระทั่งโปรโมชันและแพ็กเกจอินเตอร์เน็ตที่ราคาถูกและดึงดูดใจผู้ใช้
เมื่อเราดูในรายละเอียดของกิจกรรมในการใช้สื่ออินเตอร์เน็ตนั้น ก็พบว่าในสิ่งที่กลุ่มวัยรุ่นนิยมทำทางสื่ออินเตอร์เน็ตมากที่สุด 10 อันดับนั้น 3 อันดับแรกยังคงเป็น การรับส่งอี-เมล์, การติดต่อสื่อสารอื่นๆ เช่น การแชท การส่งเอสเอ็มเอสผ่านทางอินเตอร์เน็ต และการใช้โทรศัพท์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต และการเล่นเกมออนไลน์ ส่วนอีกเทรนด์ที่ค่อนข้างมาแรง คือ การหาข้อมูล รีวิว ของสินค้าและบริษัท ที่มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นมากที่สุด (+186%)
ในขณะที่กลุ่มวัยทำงานตอนต้นนั้นมีการใช้งานอี-เมล์มากที่สุดเช่นกัน รองลงมาคือการอ่านข่าวสารและอัพเดตเรื่องราวต่างๆ (เช่น อัพเดตข่าวในและต่างประเทศ หรือการอ่านหนังสือพิมพ์และนิตยสารออนไลน์) และการพูดคุยติดต่อสื่อสารผ่านทางอินเตอร์เน็ตเป็นอันดับที่ 3 ซึ่งการพูดคุยติดต่อสื่อสารนั้นเป็นสิ่งที่คนในกลุ่มนี้เริ่มมีพฤติกรรมในการทำเพิ่มขึ้นมากที่สุด (+176%) รองลงมาคือการหาข้อมูลของสินค้าและบริษัท (+56%)
ในขณะที่กลุ่มผู้ใหญ่ที่อายุ 40 ปีขึ้นไปนั้นมีการใช้งานอี-เมล์มากที่สุด ตามมาด้วยการอ่านข่าวสารอัพเดตเรื่องราวต่างๆ และการดาวน์โหลดโปรแกรมหรือไฟล์ต่างๆเป็นอันดับที่ 3 ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจคือ การเพิ่มขึ้นของการพูดคุยติดต่อสื่อสารผ่านทางอินเตอร์เน็ต (+160%) ตามมาด้วยความนิยมในการดาวน์โหลดสิ่งต่างๆ (+55%)
จะสังเกตได้ว่า ในทั้ง 3 กลุ่มช่วงอายุนั้นมีการใช้งานอินเตอร์เน็ตในบางด้านที่มากเหมือนๆกัน เช่น การรับส่งอี-เมล์ ในขณะที่การอ่านข่าวสารและอัพเดตเรื่องราวต่างๆนั้นกลับเป็นที่นิยมเฉพาะในกลุ่มผู้ใหญ่และคนทำงาน โดยมี 2 พฤติกรรมที่น่าสนใจคือ การพูดคุยติดต่อสื่อสารผ่านทางอินเตอร์เน็ต และ ที่มาแรงก็คือ การหาข้อมูลรีวิว ของสินค้าและบริษัท ซึ่งนี่จึงอาจเป็นอีกช่องทางที่นักการตลาดสามารถเข้าไปเป็นพันธมิตรกับกลุ่มรีวิวบล็อกเกอร์ หรือคนที่ชอบเข้าไปเขียนรีวิวเพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าหรือบริการ หรือเราอาจปรับรูปแบบการให้ข้อมูลสินค้าให้มาเป็นในรูปแบบของรีวิว ก็น่าจะดึงดูดใจผู้อ่านได้มากกว่าวิธีเดิมๆ
ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)